พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ปี 60

พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  (ฉบับที่  ๒) พ.ศ.  ๒๕๖๐


 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ  บดินทรเทพยวรางกูร ให้ไว้  ณ  วันที่  ๒๓  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๖๐ เป็นปีที่  ๒  ในรัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ  บดินทรเทพยวรางกูร  มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ   ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ  ดังต่อไปนี้ มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า  “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์  (ฉบับที่  ๒)  พ.ศ.  ๒๕๖๐” มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา  ๔  แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.ศ.  ๒๕๕๐  และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรักษาการ ตามพระราชบัญญัตินี้  และให้มีอํานาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อปฏิบัติการ ตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงและประกาศนั้น  เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้” มาตรา ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองและวรรคสามของมาตรา  ๑๑  แห่งพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.ศ.  ๒๕๕๐

“ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นอันมีลักษณะเป็นการก่อให้เกิด ความเดือดร้อนรําคาญแก่ผู้รับข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์  โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับ สามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้โดยง่าย  ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน สองแสนบาท ให้รัฐมนตรีออกประกาศกําหนดลักษณะและวิธีการส่ง  รวมทั้งลักษณะและปริมาณของ ข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์  ซึ่งไม่เป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรําคาญแก่ผู้รับ  และลักษณะอันเป็นการบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้โดยง่าย” มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา  ๑๒  แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.ศ.  ๒๕๕๐  และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๑๒ ถ้าการกระทําความผิดตามมาตรา  ๕  มาตรา  ๖  มาตรา  ๗  มาตรา  ๘   หรือมาตรา  ๑๑  เป็นการกระทําต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ  ความปลอดภัยสาธารณะ  ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ  หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ  ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี  และปรับตั้งแต่ สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ดังกล่าว  ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี  และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึง สองแสนบาท ถ้าการกระทําความผิดตามมาตรา  ๙  หรือมาตรา  ๑๐  เป็นการกระทําต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่ง  ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี  และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาท ถึงสามแสนบาท ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสามโดยมิได้มีเจตนาฆ่า  แต่เป็นเหตุให้บุคคลอื่น ถึงแก่ความตาย  ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี  และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท” มาตรา ๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา  ๑๒/๑  แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทํา ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.ศ.  ๒๕๕๐ “มาตรา ๑๒/๑ ถ้าการกระทําความผิดตามมาตรา  ๙  หรือมาตรา  ๑๐  เป็นเหตุให้เกิดอันตราย แก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่น  ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสิบปี  และปรับไม่เกินสองแสนบาท ถ้าการกระทําความผิดตามมาตรา  ๙  หรือมาตรา  ๑๐  โดยมิได้มีเจตนาฆ่า  แต่เป็นเหตุให้บุคคลอื่น ถึงแก่ความตาย  ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี  และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท” มาตรา ๗ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสอง  วรรคสาม  วรรคสี่  และวรรคห้าของมาตรา  ๑๓  แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.ศ.  ๒๕๕๐

“ผู้ใดจําหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคําสั่งที่จัดทําขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนําไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทํา ความผิดตามมาตรา  ๑๒  วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม  ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสองปี  หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท  หรือทั้งจําทั้งปรับ ผู้ใดจําหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคําสั่งที่จัดทําขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนําไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทํา ความผิดตามมาตรา  ๕  มาตรา  ๖  มาตรา  ๗  มาตรา  ๘  มาตรา  ๙  มาตรา  ๑๐  หรือมาตรา  ๑๑   หากผู้นําไปใช้ได้กระทําความผิดตามมาตรา  ๑๒  วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม  หรือต้องรับผิดตามมาตรา  ๑๒  วรรคสองหรือวรรคสี่  หรือมาตรา  ๑๒/๑  ผู้จําหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคําสั่งดังกล่าวจะต้องรับผิดทางอาญา ตามความผิดที่มีกําหนดโทษสูงขึ้นด้วย  ก็เฉพาะเมื่อตนได้รู้หรืออาจเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดผลเช่นที่เกิดขึ้นนั้น ผู้ใดจําหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคําสั่งที่จัดทําขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนําไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทํา ความผิดตามมาตรา  ๑๒  วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม  หากผู้นําไปใช้ได้กระทําความผิดตามมาตรา  ๑๒  วรรคหนึ่ง หรือวรรคสาม  หรือต้องรับผิดตามมาตรา  ๑๒  วรรคสองหรือวรรคสี่  หรือมาตรา  ๑๒/๑  ผู้จําหน่าย หรือเผยแพร่ชุดคําสั่งดังกล่าวต้องรับผิดทางอาญาตามความผิดที่มีกําหนดโทษสูงขึ้นนั้นด้วย ในกรณีที่ผู้จําหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคําสั่งผู้ใดต้องรับผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง  และตามวรรคสาม หรือวรรคสี่ด้วย  ให้ผู้นั้นต้องรับโทษที่มีอัตราโทษสูงที่สุดแต่กระทงเดียว” มาตรา ๘ ให้ยกเลิกความในมาตรา  ๑๔  แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.ศ.  ๒๕๕๐  และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๑๔ ผู้ใดกระทําความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้  ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี   หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท  หรือทั้งจําทั้งปรับ (๑) โดยทุจริต  หรือโดยหลอกลวง  นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน  หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ  โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ประชาชน  อันมิใช่การกระทําความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา (๒) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ  โดยประการที่น่าจะเกิด ความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ  ความปลอดภัยสาธารณะ  ความมั่นคง ในทางเศรษฐกิจของประเทศ  หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ  หรือก่อให้เกิด ความตื่นตระหนกแก่ประชาชน (๓) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ  อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง แห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา (๔) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ  ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูล คอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้

(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม  (๑)  (๒)  (๓)  หรือ  (๔) ถ้าการกระทําความผิดตามวรรคหนึ่ง  (๑)  มิได้กระทําต่อประชาชน  แต่เป็นการกระทําต่อบุคคลใด บุคคลหนึ่ง  ผู้กระทํา  ผู้เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปี  หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท  หรือทั้งจําทั้งปรับ  และให้เป็นความผิดอันยอมความได้” มาตรา ๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา  ๑๕  แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.ศ.  ๒๕๕๐  และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๑๕ ผู้ให้บริการผู้ใดให้ความร่วมมือ  ยินยอม  หรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการกระทําความผิด ตามมาตรา  ๑๔  ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน  ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทําความผิด ตามมาตรา  ๑๔ ให้รัฐมนตรีออกประกาศกําหนดขั้นตอนการแจ้งเตือน  การระงับการทําให้แพร่หลายของ ข้อมูลคอมพิวเตอร์  และการนําข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ถ้าผู้ให้บริการพิสูจน์ได้ว่าตนได้ปฏิบัติตามประกาศของรัฐมนตรีที่ออกตามวรรคสอง  ผู้นั้นไม่ต้อง รับโทษ” มาตรา ๑๐ ให้ยกเลิกความในมาตรา  ๑๖  แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.ศ.  ๒๕๕๐  และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๑๖ ผู้ใดนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น  และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น  ตัดต่อ  เติม  หรือดัดแปลง ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด  โดยประการที่น่าจะทําให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง  ถูกดูหมิ่น  ถูกเกลียดชัง  หรือได้รับความอับอาย  ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปี  และปรับไม่เกินสองแสนบาท ถ้าการกระทําตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทําต่อภาพของผู้ตาย  และการกระทํานั้นน่าจะทําให้บิดา  มารดา  คู่สมรส  หรือบุตรของผู้ตายเสียชื่อเสียง  ถูกดูหมิ่น  หรือถูกเกลียดชัง  หรือได้รับความอับอาย  ผู้กระทําต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง ถ้าการกระทําตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง  เป็นการนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยสุจริตอันเป็น การติชมด้วยความเป็นธรรม  ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทํา  ผู้กระทําไม่มีความผิด ความผิดตามวรรคหนึ่งและวรรคสองเป็นความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายในความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองตายเสียก่อนร้องทุกข์  ให้บิดา  มารดา  คู่สมรส  หรือบุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้  และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย” มาตรา ๑๑ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา  ๑๖/๑  และมาตรา  ๑๖/๒  แห่งพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.ศ.  ๒๕๕๐  

“มาตรา ๑๖/๑ ในคดีความผิดตามมาตรา  ๑๔  หรือมาตรา  ๑๖  ซึ่งมีคําพิพากษาว่าจําเลย มีความผิด  ศาลอาจสั่ง (๑) ให้ทําลายข้อมูลตามมาตราดังกล่าว (๒) ให้โฆษณาหรือเผยแพร่คําพิพากษาทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในสื่ออิเล็กทรอนิกส์  วิทยุกระจายเสียง  วิทยุโทรทัศน์  หนังสือพิมพ์  หรือสื่ออื่นใด  ตามที่ศาลเห็นสมควร  โดยให้จําเลยเป็นผู้ชําระค่าโฆษณา หรือเผยแพร่ (๓) ให้ดําเนินการอื่นตามที่ศาลเห็นสมควรเพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทํา ความผิดนั้น มาตรา ๑๖/๒ ผู้ใดรู้ว่าข้อมูลคอมพิวเตอร์ในความครอบครองของตนเป็นข้อมูลที่ศาลสั่งให้ทําลาย ตามมาตรา  ๑๖/๑  ผู้นั้นต้องทําลายข้อมูลดังกล่าว  หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่บัญญัติไว้ ในมาตรา  ๑๔  หรือมาตรา  ๑๖  แล้วแต่กรณี” มาตรา ๑๒ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา  ๑๗/๑  ในหมวด  ๑  ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.ศ.  ๒๕๕๐ “มาตรา ๑๗/๑ ความผิดตามมาตรา  ๕  มาตรา  ๖  มาตรา  ๗  มาตรา  ๑๑  มาตรา  ๑๓  วรรคหนึ่ง  มาตรา  ๑๖/๒  มาตรา  ๒๓  มาตรา  ๒๔  และมาตรา  ๒๗  ให้คณะกรรมการเปรียบเทียบที่รัฐมนตรีแต่งตั้ง มีอํานาจเปรียบเทียบได้ คณะกรรมการเปรียบเทียบที่รัฐมนตรีแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งให้มีจํานวนสามคนซึ่งคนหนึ่งต้องเป็น พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อคณะกรรมการเปรียบเทียบได้ทําการเปรียบเทียบกรณีใดและผู้ต้องหาได้ชําระเงินค่าปรับ ตามคําเปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการเปรียบเทียบกําหนดแล้ว  ให้ถือว่าคดีนั้นเป็นอันเลิกกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในกรณีที่ผู้ต้องหาไม่ชําระเงินค่าปรับภายในระยะเวลาที่กําหนด  ให้เริ่มนับอายุความในการฟ้องคดีใหม่ นับตั้งแต่วันที่ครบกําหนดระยะเวลาดังกล่าว” มาตรา ๑๓ ให้ยกเลิกความในมาตรา  ๑๘  และมาตรา  ๑๙  แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วย การกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.ศ.  ๒๕๕๐  และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๑๘ ภายใต้บังคับมาตรา  ๑๙  เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนในกรณีที่มี เหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทําความผิดตามพระราชบัญญัตินี้  หรือในกรณีที่มีการร้องขอตามวรรคสอง  ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอํานาจอย่างหนึ่งอย่างใด  ดังต่อไปนี้  เฉพาะที่จําเป็นเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็น หลักฐานเกี่ยวกับการกระทําความผิดและหาตัวผู้กระทําความผิด

(๑) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทําความผิดมาเพื่อให้ถ้อยคํา   ส่งคําชี้แจงเป็นหนังสือ  หรือส่งเอกสาร  ข้อมูล  หรือหลักฐานอื่นใดที่อยู่ในรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้ (๒) เรียกข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากผู้ให้บริการเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์ หรือจากบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง (๓) สั่งให้ผู้ให้บริการส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้บริการที่ต้องเก็บตามมาตรา  ๒๖  หรือที่อยู่ ในความครอบครองหรือควบคุมของผู้ให้บริการให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือให้เก็บข้อมูลดังกล่าวไว้ก่อน (๔) ทําสําเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์  ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากระบบคอมพิวเตอร์ที่มี เหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทําความผิด  ในกรณีที่ระบบคอมพิวเตอร์นั้นยังมิได้อยู่ในความครอบครอง ของพนักงานเจ้าหน้าที่ (๕) สั่งให้บุคคลซึ่งครอบครองหรือควบคุมข้อมูลคอมพิวเตอร์  หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์  ส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์  หรืออุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ (๖) ตรวจสอบหรือเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์  ข้อมูลคอมพิวเตอร์  ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด  อันเป็นหลักฐานหรืออาจใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับ การกระทําความผิด  หรือเพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทําความผิดและสั่งให้บุคคลนั้นส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์  ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์  ที่เกี่ยวข้องเท่าที่จําเป็นให้ด้วยก็ได้ (๗) ถอดรหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด  หรือสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสลับ ของข้อมูลคอมพิวเตอร์  ทําการถอดรหัสลับ  หรือให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการถอดรหัสลับ ดังกล่าว (๘) ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอร์เท่าที่จําเป็นเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการทราบรายละเอียด แห่งความผิดและผู้กระทําความผิด เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา  ในบรรดาความผิดอาญาต่อกฎหมายอื่นซึ่งได้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์  ข้อมูลคอมพิวเตอร์   หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบหรือเป็นส่วนหนึ่งในการกระทําความผิด   หรือมีข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทําความผิดอาญาตามกฎหมายอื่น  พนักงานสอบสวน อาจร้องขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งดําเนินการตามวรรคหนึ่งก็ได้  หรือหากปรากฏข้อเท็จจริง ดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้  ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ รีบรวบรวมข้อเท็จจริงและหลักฐานแล้วแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดําเนินการต่อไป ให้ผู้ได้รับการร้องขอจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง  (๑)  (๒)  และ  (๓)  ดําเนินการ ตามคําร้องขอโดยไม่ชักช้า  แต่ต้องไม่เกินเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคําร้องขอ  หรือภายในระยะเวลาที่พนักงาน

เจ้าหน้าที่กําหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่าเจ็ดวันและไม่เกินสิบห้าวัน  เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสมควร  ต้องได้รับอนุญาต จากพนักงานเจ้าหน้าที่  ทั้งนี้  รัฐมนตรีอาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากําหนดระยะเวลาที่ต้องดําเนินการ ที่เหมาะสมกับประเภทของผู้ให้บริการก็ได้ มาตรา ๑๙ การใช้อํานาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา  ๑๘  (๔)  (๕)  (๖)  (๗)  และ  (๘)  ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคําร้องต่อศาลที่มีเขตอํานาจเพื่อมีคําสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดําเนินการ ตามคําร้อง  ทั้งนี้  คําร้องต้องระบุเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลใดกระทําหรือกําลังจะกระทําการอย่างหนึ่ง อย่างใดอันเป็นความผิด  เหตุที่ต้องใช้อํานาจ  ลักษณะของการกระทําความผิด  รายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ ที่ใช้ในการกระทําความผิดและผู้กระทําความผิด  เท่าที่สามารถจะระบุได้  ประกอบคําร้องด้วย  ในการพิจารณา คําร้องให้ศาลพิจารณาคําร้องดังกล่าวโดยเร็ว เมื่อศาลมีคําสั่งอนุญาตแล้ว  ก่อนดําเนินการตามคําสั่งของศาล  ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งสําเนา บันทึกเหตุอันควรเชื่อที่ทําให้ต้องใช้อํานาจตามมาตรา  ๑๘  (๔)  (๕)  (๖)  (๗)  และ  (๘)  มอบให้เจ้าของ หรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐาน  แต่ถ้าไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่  ณ  ที่นั้น  ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งมอบสําเนาบันทึกนั้นให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองดังกล่าวในทันที ที่กระทําได้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าในการดําเนินการตามมาตรา  ๑๘  (๔)  (๕)  (๖)  (๗)  และ  (๘)  ส่งสําเนาบันทึกรายละเอียดการดําเนินการและเหตุผลแห่งการดําเนินการให้ศาลที่มีเขตอํานาจภายใน สี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาลงมือดําเนินการ  เพื่อเป็นหลักฐาน การทําสําเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา  ๑๘  (๔)  ให้กระทําได้เฉพาะเมื่อมีเหตุอันควร เชื่อได้ว่ามีการกระทําความผิด  และต้องไม่เป็นอุปสรรคในการดําเนินกิจการของเจ้าของหรือผู้ครอบครอง ข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นเกินความจําเป็น การยึดหรืออายัดตามมาตรา  ๑๘  (๘)  นอกจากจะต้องส่งมอบสําเนาหนังสือแสดงการยึดหรืออายัด มอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐานแล้ว  พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งยึด หรืออายัดไว้เกินสามสิบวันมิได้  ในกรณีจําเป็นที่ต้องยึดหรืออายัดไว้นานกว่านั้น  ให้ยื่นคําร้องต่อศาลที่มี เขตอํานาจเพื่อขอขยายเวลายึดหรืออายัดได้  แต่ศาลจะอนุญาตให้ขยายเวลาครั้งเดียวหรือหลายครั้ง รวมกันได้อีกไม่เกินหกสิบวัน  เมื่อหมดความจําเป็นที่จะยึดหรืออายัดหรือครบกําหนดเวลาดังกล่าวแล้ว  พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องส่งคืนระบบคอมพิวเตอร์ที่ยึดหรือถอนการอายัดโดยพลัน หนังสือแสดงการยึดหรืออายัดตามวรรคห้าให้เป็นไปตามที่กําหนดในกฎกระทรวง” มาตรา ๑๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา  ๒๐  แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.ศ.  ๒๕๕๐  และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา ๒๐ ในกรณีที่มีการทําให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์  ดังต่อไปนี้  พนักงานเจ้าหน้าที่ โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคําร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอํานาจขอให้มี คําสั่งระงับการทําให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้ (๑) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ (๒) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กําหนดไว้ ในภาค  ๒  ลักษณะ  ๑  หรือลักษณะ  ๑/๑  แห่งประมวลกฎหมายอาญา (๓) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา หรือกฎหมายอื่นซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน  และเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายนั้นหรือพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้ร้องขอ ในกรณีที่มีการทําให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน  รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ จะมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคําร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอํานาจขอให้มีคําสั่ง ระงับการทําให้แพร่หลายหรือลบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้  ทั้งนี้  ให้นําบทบัญญัติ ว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอํานาจดําเนินการพิจารณาทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครองมาใช้บังคับกับการประชุมของคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยอนุโลม ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรคสองขึ้นคณะหนึ่ง หรือหลายคณะ  แต่ละคณะให้มีกรรมการจํานวนเก้าคนซึ่งสามในเก้าคนต้องมาจากผู้แทนภาคเอกชน ด้านสิทธิมนุษยชน  ด้านสื่อสารมวลชน  ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ  หรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง  และให้กรรมการ ได้รับค่าตอบแทนตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีกําหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง การดําเนินการของศาลตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง  ให้นําประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาใช้บังคับโดยอนุโลม  ในกรณีที่ศาลมีคําสั่งให้ระงับการทําให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง  พนักงานเจ้าหน้าที่จะทําการระงับการทําให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ นั้นเองหรือจะสั่งให้ผู้ให้บริการระงับการทําให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นก็ได้  ทั้งนี้  ให้รัฐมนตรี ประกาศกําหนดหลักเกณฑ์  ระยะเวลา  และวิธีการปฏิบัติสําหรับการระงับการทําให้แพร่หลายหรือ ลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ให้บริการให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันโดยคํานึงถึงพัฒนาการ ทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป  เว้นแต่ศาลจะมีคําสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีที่มีเหตุจําเป็นเร่งด่วน  พนักงานเจ้าหน้าที่จะยื่นคําร้องตามวรรคหนึ่งไปก่อนที่จะได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐมนตรี  หรือพนักงานเจ้าหน้าที่โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลั่นกรอง ข้อมูลคอมพิวเตอร์จะยื่นคําร้องตามวรรคสองไปก่อนที่รัฐมนตรีจะมอบหมายก็ได้  แต่ทั้งนี้ต้องรายงาน ให้รัฐมนตรีทราบโดยเร็ว”

มาตรา ๑๕ ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา  ๒๑  แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วย การกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.ศ.  ๒๕๕๐  และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “ชุดคําสั่งไม่พึงประสงค์ตามวรรคหนึ่งหมายถึงชุดคําสั่งที่มีผลทําให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์   หรือระบบคอมพิวเตอร์หรือชุดคําสั่งอื่นเกิดความเสียหาย  ถูกทําลาย  ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติม  ขัดข้องหรือปฏิบัติงานไม่ตรงตามคําสั่ง  หรือโดยประการอื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวง  เว้นแต่ เป็นชุดคําสั่งไม่พึงประสงค์ที่อาจนํามาใช้เพื่อป้องกันหรือแก้ไขชุดคําสั่งดังกล่าวข้างต้น  ทั้งนี้  รัฐมนตรี อาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากําหนดรายชื่อ  ลักษณะ  หรือรายละเอียดของชุดคําสั่งไม่พึงประสงค์ ซึ่งอาจนํามาใช้เพื่อป้องกันหรือแก้ไขชุดคําสั่งไม่พึงประสงค์ก็ได้” มาตรา ๑๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา  ๒๒  มาตรา  ๒๓  มาตรา  ๒๔  และมาตรา  ๒๕   แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.ศ.  ๒๕๕๐  และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๒๒ ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานสอบสวนในกรณีตามมาตรา  ๑๘  วรรคสอง  เปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์  ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์  หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการที่ได้มา ตามมาตรา  ๑๘  ให้แก่บุคคลใด ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการกระทําเพื่อประโยชน์ในการดําเนินคดีกับผู้กระทําความผิด ตามพระราชบัญญัตินี้หรือผู้กระทําความผิดตามกฎหมายอื่นในกรณีตามมาตรา  ๑๘  วรรคสอง   หรือเพื่อประโยชน์ในการดําเนินคดีกับพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการใช้อํานาจหน้าที่โดยมิชอบ หรือกับพนักงานสอบสวนในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา  ๑๘  วรรคสอง  โดยมิชอบ   หรือเป็นการกระทําตามคําสั่งหรือที่ได้รับอนุญาตจากศาล พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนผู้ใดฝ่าฝืนวรรคหนึ่งต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปี  หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท  หรือทั้งจําทั้งปรับ มาตรา ๒๓ พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนในกรณีตามมาตรา  ๑๘  วรรคสอง  ผู้ใดกระทําโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์  ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์  หรือข้อมูล ของผู้ใช้บริการ  ที่ได้มาตามมาตรา  ๑๘  ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี  หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท  หรือทั้งจําทั้งปรับ มาตรา ๒๔ ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์  ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์  หรือข้อมูลของ ผู้ใช้บริการที่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนได้มาตามมาตรา  ๑๘  และเปิดเผยข้อมูลนั้นต่อ ผู้หนึ่งผู้ใด  ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสองปี  หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท  หรือทั้งจําทั้งปรับ มาตรา ๒๕ ข้อมูล  ข้อมูลคอมพิวเตอร์  หรือข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มา ตามพระราชบัญญัตินี้หรือที่พนักงานสอบสวนได้มาตามมาตรา  ๑๘  วรรคสอง  ให้อ้างและรับฟังเป็น พยานหลักฐานตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วย

การสืบพยานได้  แต่ต้องเป็นชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ  มีคํามั่นสัญญา  ขู่เข็ญ  หลอกลวง  หรือโดยมิชอบ ประการอื่น” มาตรา ๑๗ ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา  ๒๖  แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วย การกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.ศ.  ๒๕๕๐  และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๒๖ ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์  แต่ในกรณีจําเป็น  พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งให้ผู้ให้บริการผู้ใด เก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้เกินเก้าสิบวันแต่ไม่เกินสองปีเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย และเฉพาะคราวก็ได้” มาตรา ๑๘ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองและวรรคสามของมาตรา  ๒๘  แห่งพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.ศ.  ๒๕๕๐   “ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้  อาจได้รับค่าตอบแทนพิเศษ ตามที่รัฐมนตรีกําหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง ในการกําหนดให้ได้รับค่าตอบแทนพิเศษต้องคํานึงถึงภาระหน้าที่  ความรู้ความเชี่ยวชาญ   ความขาดแคลนในการหาผู้มาปฏิบัติหน้าที่หรือมีการสูญเสียผู้ปฏิบัติงานออกจากระบบราชการเป็นจํานวนมาก  คุณภาพของงาน  และการดํารงตนอยู่ในความยุติธรรมโดยเปรียบเทียบค่าตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานอื่น ในกระบวนการยุติธรรมด้วย” มาตรา ๑๙ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา  ๓๑  แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.ศ.  ๒๕๕๐ “มาตรา ๓๑ ค่าใช้จ่ายในเรื่องดังต่อไปนี้  รวมทั้งวิธีการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรี กําหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง (๑) การสืบสวน  การแสวงหาข้อมูล  และรวบรวมพยานหลักฐานในคดีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ (๒) การดําเนินการตามมาตรา  ๑๘  วรรคหนึ่ง  (๔)  (๕)  (๖)  (๗)  และ  (๘)  และมาตรา  ๒๐ (๓) การดําเนินการอื่นใดอันจําเป็นแก่การป้องกันและปราบปรามการกระทําความผิด ตามพระราชบัญญัตินี้” มาตรา ๒๐ บรรดาระเบียบหรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.ศ.  ๒๕๕๐  ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ  ให้ยังคง ใช้บังคับต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์  พ.ศ.  ๒๕๕๐  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้  จนกว่าจะมีระเบียบหรือประกาศที่ต้อง ออกตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.ศ.  ๒๕๕๐  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัตินี้  ใช้บังคับ

การดําเนินการออกระเบียบหรือประกาศตามวรรคหนึ่ง  ให้ดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ  หากไม่สามารถดําเนินการได้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมรายงานเหตุผลที่ไม่อาจดําเนินการได้ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ   มาตรา ๒๑ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรักษาการ ตามพระราชบัญญัตินี้

ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอก  ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี


หมายเหตุ  :-  เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้  คือ  โดยที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.ศ.  ๒๕๕๐  มีบทบัญญัติบางประการที่ไม่เหมาะสมต่อการป้องกันและปราบปราม การกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน  ซึ่งมีรูปแบบการกระทําความผิดที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ตามพัฒนาการทางเทคโนโลยีซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและโดยที่มีการจัดตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมซึ่งมีภารกิจในการกําหนดมาตรฐานและมาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์  รวมทั้ง การเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศ  สมควรปรับปรุงบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับผู้รักษาการตามกฎหมาย  กําหนดฐานความผิดขึ้นใหม่  และแก้ไข เพิ่มเติมฐานความผิดเดิม  รวมทั้งบทกําหนดโทษของความผิดดังกล่าว  การปรับปรุงกระบวนการและหลักเกณฑ์ ในการระงับการทําให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์  ตลอดจนกําหนดให้มีคณะกรรมการเปรียบเทียบ ซึ่งมีอํานาจเปรียบเทียบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  พ.ศ.  ๒๕๕๐  และแก้ไขเพิ่มเติมอํานาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น  จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ความคิดเห็น